กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง 2569: สิ่งที่นายจ้างในไทยต้องเตรียม
กฎกระทรวงกำหนดอัตราเงินสะสมและเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง พ.ศ. 2568 กำหนดให้นายจ้างที่อยู่ในบังคับและมีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ต้องดำเนินการเกี่ยวกับกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง (Employee Welfare Fund: EWF) ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เว้นแต่เข้าเงื่อนไขยกเว้นตามกฎหมาย
กฎกระทรวงฉบับนี้ยกเลิกกฎกระทรวงกำหนดอัตราฯ พ.ศ. 2567 และแทนที่ด้วยตารางอัตราใหม่ด้านล่าง
เรื่องนี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับการตั้งค่าระบบเงินเดือน การตรวจสอบสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และความถูกต้องของข้อมูลพนักงานที่ใช้ยื่นต่อสำนักงานประกันสังคมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
คำตอบแบบสั้น
หากกิจการมีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปและไม่เข้าเงื่อนไขยกเว้น นายจ้างต้องหักเงินสะสมจากค่าจ้างของลูกจ้างและจ่ายเงินสมทบของนายจ้างในอัตราเท่ากัน โดยเริ่มที่ฝ่ายละ 0.25% ของค่าจ้าง ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569
เงินสะสมและเงินสมทบต้องนำส่งภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดจากเดือนที่มีการหักเงินสะสม ดังนั้น งวดค่าจ้างเดือนตุลาคม 2569 มีกำหนดนำส่งตามรอบปกติครั้งแรกภายในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2569
อัตราเงินสะสมและเงินสมทบ
| ระยะเวลา | เงินสะสมของลูกจ้าง | เงินสมทบของนายจ้าง |
|---|---|---|
| 1 ตุลาคม 2569 - 30 กันยายน 2574 | 0.25% ของค่าจ้าง | 0.25% ของค่าจ้าง |
| ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2574 เป็นต้นไป | 0.50% ของค่าจ้าง | 0.50% ของค่าจ้าง |
ตัวอย่าง: หากค่าจ้างที่ใช้คำนวณเท่ากับ 30,000 บาทต่อเดือน ในช่วงแรก ลูกจ้างถูกหักเงินสะสม 75 บาท และนายจ้างจ่ายเงินสมทบ 75 บาท รวมเป็น 150 บาทต่อเดือนสำหรับลูกจ้างรายนั้น
ตัวอย่างนี้อธิบายเฉพาะการคำนวณอัตรา ควรตรวจสอบฐานค่าจ้างและข้อเท็จจริงของกิจการก่อนตั้งค่าระบบเงินจริง
ใครบ้างที่อยู่ในบังคับ
โดยหลัก นายจ้างที่อยู่ภายใต้พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 และมีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ต้องดำเนินการตามกองทุนฯ สำหรับลูกจ้างที่อยู่ในขอบเขตของกฎหมาย
ก่อนเริ่มใช้จริง ควรตรวจสอบจำนวนลูกจ้าง สถานะการจ้าง และสิทธิของพนักงานเป็นรายบุคคล เพราะสถานะสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพและข้อยกเว้นของกิจการอาจทำให้หน้าที่แตกต่างกัน
บริษัทมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพแล้ว ต้องเข้ากองทุน EWF หรือไม่
ลูกจ้างที่เป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอาจไม่ต้องเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง แต่ต้องตรวจสอบ รายชื่อสมาชิกจริงเป็นรายบุคคล ไม่ใช่พิจารณาเพียงว่าบริษัทมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพแล้ว
หากพนักงานบางรายยังไม่ได้เป็นสมาชิก เช่น อยู่ในระยะเวลารอก่อนเข้าเป็นสมาชิกหรือไม่ได้สมัครเป็นสมาชิก พนักงานกลุ่มนั้นอาจยังอยู่ในขอบเขตของ EWF นายจ้างจึงควรเปรียบเทียบรายชื่อพนักงานทั้งหมดกับรายชื่อสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพก่อนสรุปหน้าที่
กรณีใดที่ควรตรวจสอบเรื่องข้อยกเว้น
คำชี้แจงของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานระบุกรณีที่ควรตรวจสอบเป็นพิเศษ ได้แก่:
- นายจ้างที่มีลูกจ้างน้อยกว่า 10 คน เว้นแต่ภายหลังจะมีกฎหมายกำหนดให้ใช้บังคับ
- ลูกจ้างที่เป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพแล้ว โดยพิจารณาเป็นรายบุคคล
- นายจ้างที่จัดให้มีการสงเคราะห์ลูกจ้างตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กฎกระทรวงกำหนด
- กิจการหรือลูกจ้างบางประเภทที่กฎหมายยกเว้นไม่ให้นำหมวด 13 มาใช้บังคับ เช่น งานประมง งานบ้านที่ไม่ได้ประกอบธุรกิจ งานที่ไม่แสวงหากำไร และบุคลากรบางกลุ่มของโรงเรียนเอกชนหรือสถาบันอุดมศึกษาเอกชน ตามขอบเขตที่กฎหมายกำหนด
การมีสวัสดิการทั่วไปไม่ได้ทำให้ได้รับยกเว้นโดยอัตโนมัติ สำหรับระบบสงเคราะห์ทางเลือก คำชี้แจงของหน่วยงานระบุถึงเงินสะสมและเงินสมทบตามอัตราที่ตกลงกันในกรอบไม่น้อยกว่า 2% และไม่เกิน 15% ของค่าจ้าง พร้อมบัญชีเงินฝากแยกเป็นรายลูกจ้าง จึงควรตรวจสอบโครงสร้างและเอกสารให้ครบถ้วนก่อนอ้างสิทธิยกเว้น
นายจ้างและลูกจ้างต้องเตรียมอะไรบ้าง
สิ่งที่นายจ้างควรดำเนินการ
- ตรวจสอบจำนวนและรายชื่อพนักงานที่อยู่ในขอบเขตของกองทุนฯ
- เปรียบเทียบรายชื่อพนักงานกับสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพจริงเป็นรายบุคคล
- เตรียมแบบรายการแสดงรายชื่อลูกจ้าง และแจ้งการเปลี่ยนแปลงข้อมูลภายในกำหนด
- ตั้งค่าระบบเงินเดือนให้คำนวณเงินสะสมของลูกจ้างและเงินสมทบของนายจ้างแยกจากกัน
- กำหนดผู้รับผิดชอบการนำส่งภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป
- เก็บหลักฐานการคำนวณ การหักเงิน การนำส่ง และการแก้ไขข้อมูลเพื่อรองรับการตรวจสอบ
สิ่งที่ลูกจ้างควรตรวจสอบ
- ตรวจสอบข้อมูลส่วนบุคคลและแจ้งนายจ้างเมื่อข้อมูลที่ยื่นไว้เปลี่ยนแปลง
- ตรวจสอบรายการหักเงินสะสมและยอดที่เกี่ยวข้อง
- พิจารณากำหนดบุคคลผู้พึงได้รับเงินจากกองทุนฯ กรณีเสียชีวิต
แบบขึ้นทะเบียนและแบบแจ้งเปลี่ยนแปลงบางรายการที่ยื่นต่อสำนักงานประกันสังคมอาจถือเป็นการยื่นข้อมูลต่อกองทุนฯ ตามแนวทางของหน่วยงาน อย่างไรก็ตาม บริษัทควรตรวจสอบแบบ ประกาศ และช่องทางยื่นล่าสุดก่อนปฏิบัติจริง
มาตรการบังคับใช้กฎหมายและบทลงโทษ
หากนายจ้างไม่นำส่งเงินสะสมหรือเงินสมทบ นำส่งไม่ครบ หรือนำส่งล่าช้า ผลตามกฎหมายอาจแตกต่างกันตามลักษณะการฝ่าฝืน:
- มาตรการทางแพ่ง: นายจ้างต้องจ่ายเงินเพิ่ม 5% ต่อเดือน ของจำนวนที่ค้าง นับจากวันที่ต้องนำส่ง โดยเศษของเดือนตั้งแต่ 15 วันขึ้นไปนับเป็นหนึ่งเดือน ในบางกรณีที่ระบบสงเคราะห์ทางเลือกไม่เป็นไปตามกฎหมายและทำให้ลูกจ้างเสียหาย นายจ้างอาจต้องชดใช้ค่าเสียหายอย่างน้อยเท่ากับเงินที่ลูกจ้างควรได้รับ
- มาตรการทางปกครอง: หากไม่ยื่นแบบหรือไม่แจ้งการเปลี่ยนแปลง พนักงานตรวจแรงงานอาจสั่งให้แก้ไขภายในกำหนด หากปฏิบัติตาม คดีอาญาเป็นอันระงับ แต่หากไม่ปฏิบัติตาม อาจมีโทษอาญาหรือปรับเป็นพินัย สำหรับยอดค้าง เจ้าหน้าที่อาจให้เวลาชำระไม่น้อยกว่า 30 วัน ประเมินยอด และหากยังไม่ชำระ อาจยึด อายัด และขายทอดตลาดทรัพย์สินตามกฎหมาย
- มาตรการทางอาญา: การไม่ยื่นแบบรายชื่อลูกจ้างหรือไม่แจ้งการเปลี่ยนแปลงตามหน้าที่ที่กฎหมายกำหนด อาจมีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ทั้งนี้ โทษดังกล่าวไม่ใช่ผลอัตโนมัติจากการนำส่งล่าช้าเพียงอย่างเดียว
อ่านรายละเอียดและเงื่อนไขทั้งหมดได้ใน หัวข้อ 6 หน้า 8-9 ของ คำชี้แจงกฎหมายกองทุนฯ พฤษภาคม 2569 (PDF)
EWF ต่างจากประกันสังคมและเงินชดเชยอย่างไร
กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างไม่ใช่เงินสมทบประกันสังคม และไม่ใช่เงินชดเชยเลิกจ้าง เป็นกองทุนที่ประกอบด้วยเงินสะสมของลูกจ้างและเงินสมทบของนายจ้าง เพื่อเป็นหลักประกันเมื่อลูกจ้างออกจากงานหรือถึงแก่ความตายตามหลักเกณฑ์ของกองทุนฯ
ในการวางแผน Payroll และต้นทุนแรงงาน ควรแยกรายการเหล่านี้ให้ชัดเจน:
- เงินสะสมและเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง
- เงินสมทบประกันสังคม
- กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หากมี
- เงินชดเชยและสิทธิอื่นเมื่อเลิกจ้าง
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Q: กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเริ่มใช้เมื่อไร?
อัตราเงินสะสมและเงินสมทบตามกฎกระทรวงเริ่มใช้วันที่ 1 ตุลาคม 2569
Q: นายจ้างและลูกจ้างต้องจ่ายเท่าไร?
ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2574 นายจ้างจ่าย 0.25% ของค่าจ้าง และหักเงินสะสมลูกจ้าง 0.25% จากนั้นทั้งสองอัตราเพิ่มเป็น 0.50% ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2574
Q: บริษัทที่มีพนักงานน้อยกว่า 10 คนต้องเข้ากองทุนหรือไม่?
โดยหลักยังไม่อยู่ในบังคับ เว้นแต่ภายหลังจะมีกฎหมายกำหนดให้ใช้บังคับ ควรติดตามประกาศของภาครัฐก่อนปรับระบบเงินเดือน
Q: บริษัทมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพแล้ว ไม่มีหน้าที่เกี่ยวกับ EWF ใช่หรือไม่?
ไม่เสมอไป ต้องตรวจสอบว่าพนักงานทุกคนเป็นสมาชิกจริงหรือไม่ พนักงานที่ไม่ได้เป็นสมาชิกอาจยังอยู่ในขอบเขตของกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง
Q: ต้องนำส่งเงินเมื่อไร?
ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดจากเดือนที่มีการหักเงินสะสม สำหรับงวดเดือนตุลาคม 2569 กำหนดตามรอบปกติคือวันที่ 15 พฤศจิกายน 2569
Q: ลูกจ้างจะได้รับเงินจากกองทุนเมื่อใด?
โดยหลัก ลูกจ้างมีสิทธิได้รับเงินสะสม เงินสมทบ และดอกผลเมื่อออกจากงาน ส่วนกรณีเสียชีวิต การจ่ายเงินเป็นไปตามบุคคลที่ลูกจ้างกำหนดไว้หรือหลักเกณฑ์ตามกฎหมาย
การเตรียม EWF ควรเริ่มจากการตรวจสอบสถานะพนักงาน กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และโครงสร้างข้อมูล HR ไม่ใช่เพียงเพิ่มรายการหักในระบบเงินเดือน ดูขอบเขต บริการบัญชี ภาษี และเงินเดือน หรือติดต่อ LevelMark Accounting เพื่อหารือกับทีมงานในกรุงเทพฯ
ดาวน์โหลดเอกสารและตรวจสอบแหล่งทางการ
- ดาวน์โหลด PDF: กฎกระทรวงกำหนดอัตราเงินสะสมและเงินสมทบ พ.ศ. 2568
- ดาวน์โหลด PDF: คำชี้แจงกฎหมายกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ฉบับปรับปรุง พฤษภาคม 2569
- เว็บไซต์กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง
- กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน
- กระทรวงแรงงาน
ไฟล์ PDF ข้างต้นเป็นสำเนาสำหรับดาวน์โหลดที่สะดวก ผู้ใช้งานควรตรวจสอบประกาศ แบบฟอร์ม และเอกสารฉบับล่าสุดจากเว็บไซต์หน่วยงานภาครัฐก่อนดำเนินการจริง
บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลทั่วไป ณ วันที่ 30 กรกฎาคม 2569 ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายเฉพาะกรณี ขอบเขตการใช้บังคับและข้อยกเว้นต้องพิจารณาจากเอกสารทางการฉบับล่าสุดและข้อเท็จจริงของแต่ละกิจการ
